การสกัด น้ำมันกัญชา ทางการแพทย์ชนิดหยดใต้ลิ้นหรือเพื่อใช้รักษาโรค โดยสารสกัดกัญชาทางการแพทย์ที่เป็นชนิดที่หยดใต้ลิ้น ซึ่งเป็นไปตามกลุ่มโรคหรืออาการที่กรมการแพทย์กำหนดไว้ สารสกัดน้ำมันจากพืชกัญชา ทางการแพทย์มาตรฐาน เมดิคัลเกรด ( องค์การเภสัชกรรม ) ยังมีคุณสมบัติที่เป็นประโยชน์ทางการแพทย์อยู่ครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็น กลุ่มแคนนาบินอยด์ ( Cannabinoids ) มีสารสำคัญหลักที่รู้จักกันดีคือ เดลต้า-9 ไฮโดรแคนนาบินอยด์ ( THC ) และแคนนาบิไดออล ( CBD ) กลุ่มเทอร์ปีน ( Terpenes ) เป็นสารที่ทำให้กัญชาแต่ละพันธุ์ มีกลิ่นและรสแตกต่างกัน และมีกลุ่มฟลาโวนอยด์ (Flavonoids) ที่พบว่า มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ สารทั้งหมดนี้ทำงานร่วมกัน เพื่อแลกเปลี่ยนหรือเพิ่มฤทธิ์ทางยาในการรักษาต่างได้อย่างน่าทึ่ง โดยกัญชาที่นำมาสกัดนั้นต้องมีคุณสมบัติอย่างไรบ้างนั้น คือ

  • ปราศจากสารปนเปื้อนที่เกิดจากการดูดซับสารต่างๆ จากการปลูก เช่น โลหะหนัก ยาฆ่าแมลง เชื้อราและอะฟลาทอกซิน ด้วยการตรวจวิเคราะห์ในทุกขั้นตอนการผลิต
  • ปราศจากไขมันและสารคลอโรฟิลล์ ซึ่งทำให้ผลิตภัณฑ์มีความคงตัวและรสชาติดี
น้ำมันกัญชา

ช่อดอกกัญชา เป็นส่วนที่มีสารสำคัญมากที่สุด ที่จะนำมาสกัดเป็นน้ำมันกัญชา หรือสกัดเป็นน้ำ บุหรี่ไฟฟ้ากัญชา ได้ ดอกกัญชาที่ได้จากการปลูก จะเป็นดอกกัญชาตัวเมีย โดยเมื่อออกดอกเติบโตจะมี ไตรโคม ( Trichomes ) ที่มีลักษณะคล้าย เรซิ่นใส และเมื่อมีความสมบูรณ์เต็มที่แล้ว จะเปลี่ยนเป็นสีขาวขุ่นพร้อมเก็บเกี่ยว ไตรโคมเป็นส่วนสำคัญที่สุดของต้นกัญชา ที่สะสมสารสำคัญของกัญชาที่ประกอบด้วย THC , CBD และสารอื่นๆ อีกกว่า 400 ชนิด ก่อนที่จะมีการเก็บเกี่ยว จะต้องมีการตรวจสอบสีของไตรโคม ด้วยแว่นขยายไม่น้อยกว่า 100 เท่า เพื่อให้เกิดความถูกต้องแม่นยำ จากนั้นนำไปผึ่งให้แห้งภายในห้องสะอาด ที่มีการควบคุมอุณหภูมิ ความชื้น ที่เหมาะสม และนำมาสกัดด้วยวิธี Solvent Extraction โดยใช้เอทานอล ( Ethanol ) คุณภาพสูง ณ อุณหภูมิ -50 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นสารละลายที่มีความปลอดภัย และเป็นที่ยอมรับในการใช้สกัดเพื่อนำมาทำเป็นยา ด้วยเทคนิคเฉพาะ จากนั้นระเหย เอทานอล ออกให้หมดจนเหลือเป็นน้ำมันที่มีความใส ไม่มีตะกอน ไม่มี คลอโรฟิลล์ โดยนำมาเจือจางและผลิตน้ำมันกัญชาหยดใต้ลิ้น ที่ทราบความเข้มข้นของสารสกัด THC และ CBD ระดับหน่วยเป็น mg/ml เพื่อให้แพทย์ สามารถคำนวณเป็นโดส หรือปริมาณการใช้กับผู้ป่วยแต่ละราย หรือและแต่ละโรค ได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิผลต่อการรักษาอีกด้วย

ทั้งนี้สาร THC ( Tetrahydrocannabinol ) มีคุณสมบัติช่วยให้ความรู้สึกผ่อนคลาย นอนหลับ ลดอาการคลื่นไส้อาเจียน กระตุ้นให้อยากอาหาร และช่วยลดอาการปวด ขณะที่สาร CBD ( Cannabidiol ) มีฤทธิ์ลดอาการบวมอักเสบ ลดอาการชักเกร็ง ช่วยให้ผ่อนคลาย และอาจยับยั้งเซลล์เนื้องอกหลายชนิดได้ ( ในหลอดทดลอง ) สำหรับกรรมวิธีการผลิต การคัดสรรสายพันธุ์กัญชา และกรรมวิธีการปลูก ต้องเป็นไปตามมาตรฐาน การปลูกแบบเมดิคัลเกรด ( Medical Grade ) หรือมาตรฐานเกรดทางการแพทย์ ที่นานาชาติให้การยอมรับ โดยใช้เมล็ดจากสายพันธุ์ลูกผสมที่มีคุณภาพเมล็ดพันธุ์สูง ซึ่งเมล็ดพันธุ์เหล่านี้ เป็นสายพันธุ์ที่มีสารทีเอชซี ( THC ) เด่น และสายพันธุ์ที่มีสารซีบีดี ( CBD ) เด่น และสายพันธุ์ที่มีสารทีเอชซี และซีบีดี เท่ากัน ( THC : CBD 1:1 ) ตามลำดับ ใช้เทคนิคการปลูกในอาคารแบบ Indoor ( ปลูกพืชในร่ม ) ด้วยเทคโนโลยีระบบรากลอย ( Aeroponics ) ซึ่งเป็นระบบหนึ่งในระบบการปลูกกัญชาเกรดมาตรฐาน ( Medical Grade ) ตามหลักเกณฑ์มาตรฐาน การปฏิบัติด้านการเพาะปลูกที่ดี ( Good Agricultural Practices : GAP ) มีการควบคุมคุณภาพทุกขั้นตอน เพื่อให้ปลอดสารพิษต่างๆ อาทิ สารฆ่าแมลงและโลหะหนักต่างๆ และใช้กรรมวิธีการสกัดที่ทำให้ได้ปริมาณสารสำคัญ เป็นไปตามที่ต้องการและสม่ำเสมอและเชื่อถือได้ มาตรฐานกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข กำหนดความเข้มข้นของน้ำมันกัญชาที่ 10%

กรรมวิธีการผลิตหรือสกัด น้ำมันกัญชา

อัตตราส่วน กัญชาแห้ง 100 กรัม น้ำมันมะพร้าว 1,000 มิลลิลิตร

  • ล้างช่อดอกกัญชาด้วยน้ำสะอาดและอบให้แห้ง เสร็จแล้วน้ำไปบดต่อให้ละเอียด
  • ผสมกัญชาจำนวน 100 กรัม ต่อน้ำมันมะพร้าว 1,000 มิลลิลิตร
  • จากนั้นแช่ภาชนะฝนน้ำเดือด ด้วยไฟอ่อน เป็นเวลา 1-3 ชั่วโมง แล้วทิ้งไว้ให้เย็น
  • หลังจากนั้นนำมากรองเอาแต่น้ำมัน ด้วยผ้าขาวบาง หรือตระแกรงขนาดเล็ก เก็บไว้ในขวดทึบแสง

น้ำมันกัญชา อยู่ในรูปของน้ำมันหยดใต้ลิ้น สำหรับหยดใต้ลิ้น ( Sublingual Drop ) เพื่อให้ยามีประสิทธิภาพ ในการออกฤทธิ์เร็วขึ้น และดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้มากกว่าการให้ยาในรูปแบบรับประทาน อีกทั้ง สามารถเจือจางความเข้มข้นของยาได้ตามความต้องการของแพทย์ผู้สั่งจ่าย และโรคที่นำไปใช้นั่นเอง

น้ำมันกัญชา

ประโยชน์ที่ น้ำมันกัญชามีต่อร่างกาย

การใช้งาน น้ำมันกัญชา Thcoil มีหลากหลายวิธีในการใช้งาน แต่ส่วนใหญ่แล้ว จะใช้ในการรับประทาน โดยการหยดลงใต้ลิ้น ซึ่งจะออกฤทธิ์ภายใน 15 นาที ถึง 30 นาที  และบางวิธีการใช้ สามารถใส่น้ำมันกัญชาลงไปในเครื่องดื่มที่ชื่นชอบได้ เช่นน้ำผลไม้ น้ำเปล่า แต่อย่างไรก็ดี การใช้วิธีนี้ จะทำให้ออกฤทธิ์ช้ากว่าเดิม ราว 30-90 นาที เนื่องจากต้องผ่านระบบย่อยอาหารนั่นเอง โดยประโยชน์ของ CBD ในน้ำมันกัญชานั้นมีอะไรบ้าง เรามาดูพร้อมกันเลย

  • ทำให้คลายความกังวล และลดความตึงเครียดได้ : น้ำมันกัญชา ที่มีสาร CBD ( Canabinoids ) ที่ถูกสกัดออกมา มีการนำมาทดสอบ และพบว่า สามารถลดความวิตกกังวล เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ได้ใช้ แต่อย่างไรก็ดี การทดสอบนี้ ชี้ชัดว่า หากได้รับปริมาณที่มากเกินไป อาจทำให้เพิ่มความวิตกกังวลได้
  • มีสรรพคุณรักษาโรคลมบ้าหมูได้ : การรักษาลมบ้าหมู หรือ อาการชักของผู้ป่วย นั้นมีงานวิจัยว่า สามารถรักษาได้ โดยการใช้น้ำมันกัญชา ซึ่งก่อนหน้านี้ ในปี 2018 ทาง FDA ( องค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา ) ของสหรัฐอเมริกา ได้มีการอนุมัติน้ำมันกัญชา ภายใต้ยี่ห้อ Epidiolex เพื่อทำการรักษาอาการชักของผู้ป่วย นอกจากนั้น สมาคมผู้ป่วยลมชัก ยังมีการยืนยันว่า การใช้น้ำมันกัญชา สามารถลดอาการชัก หรือ อาการของลมบ้าหมู จากอาการหนักให้เป็นเบาได้
  • รักษาอาการป่วยทางจิต เมื่อได้รับผลกระทบอย่างหนัก PTSD ( ความผิดปกติที่เกิดหลังความเครียดที่สะเทือนใจ ) : PTSD หรือ Post-tramatic stress disorder เป็นอาการช็อค ของผู้ป่วยเมื่อได้รับผลกระทบทางจิตใจอย่างมาก ซึ่งมีการทดลองนำเอาผู้ป่วยมาเพื่อให้ใช้ น้ำมันกัญชา โดยมีการทดสอบกับผู้ป่วย ในปี 2016 ซึ่งผลปรากฎว่า น้ำมันกัญชา สามารถ ลดอาการ PTSD ได้ผลเป็นอย่างดี
  • ช่วยแก้ปวด / ช่วยผู้ป่วยติดยา : สำหรับการใช้น้ำมันกัญชานั้น ยังมีประโยชน์ในการช่วยให้รู้สึกสบาย และมีอาการเจ็บปวดน้อยลง ซึ่งเหมาะกับผู้ป่วยที่ต้องใช้ยา ที่มีสาร Opioid หรือ สารยับยั้งความเจ็บปวดได้ดี โดยที่เมื่อผู้ป่วยใช้ยาที่มีส่วนผสมของ Opioid เป็นเวลานานจะเกิดอาการติดยา และ น้ำมันกัญชาสามารถช่วยได้เช่นกัน
  • ช่วยพยุงอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง : โรค ALS หรือ Amyotrophic Lateral Sclerosis เป็นโรคหายากชนิดหนึ่งที่ยังไม่มียารักษา ซึ่งเมื่อเป็นแล้ว จะมีอัตราการเสียชีวิตแทบจะ 100% เลยทีเดียว นั่นก็คือโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงเฉียบพลันอันเกิดจาก เส้นประสาทผ่านกระดูสันหลังเสื่อม ทำให้ไม่สามารถควบคุมกล้ามเนื้อได้ และล่าสุดในปี 2019, BMC Neurology มีการตีพิมพ์งานวิจัย เกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ว่า การใช้น้ำมันกัญชา ร่วมกันกับ THC ในปริมาณหนึ่ง อาจทำให้อาการของโรคดีขึ้น หรือช่วยพยุงอาการได้
  • ลดอาการปวด ที่ไม่สามารถควบคุมได้ : การใช้กัญชารักษามะเร็ง นั้น ได้ผลในบางราย และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ช่วยลดอาการปวดจากโรคมะเร็ง ( Cancer Pain ) รวมถึงอาการเจ็บปวดอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวเนื่องกับโรคมะเร็งอีกด้วย หลักการทำงานของน้ำมันกัญชาก็คือ มันจะไปเพิ่ม สารในร่างกายที่เรียกว่า Anandamide ซึ่งเป็นสารธรรมชาติ ทำหน้าที่ในการควบคุมอาการเจ็บปวด รวมถึง ช่วยปรับอารมณ์ของคนไข้อีกด้วย
  • ช่วยป้องกันอาการอักเสบ โรคที่เกี่ยวกับเส้นประสาท : การทดลองกับมนุษย์ พบว่า CBD เป็น สารต่อต้านอนุมูลอิสระ รวมถึง มีฤทธิ์ในการต่อต้านอาการอักเสบอีกด้วย ซึ่งมีผลที่ช่วยป้องกันไม่ให้เกิดอาการอักเสบในเส้นประสาทตามจุดต่างๆ ของร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคพาคินสัน ( Pakinson’s Disease ) รวมถึงโรคอัลไซเมอร์ ซึ่งมีการทดสอบแล้ว และได้รับผลดีหลังจากการให้ น้ำมันกัญชาในการรักษา

ข้อควรระวังในการใช้น้ำมันกัญชา

  • ห้ามใช้ในผู้ที่มีประวัติแพ้ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการสกัดกัญชา ซึ่งอาจเกิดจากส่วนประกอบอื่นๆ เช่น ผลิตภัณฑ์ที่ส่วนประกอบของน้ำมันมะพร้าว เป็นต้น
  • ห้ามใช้กัญชาที่มีปริมาณสารออกฤทธิ์ THC ( Delta-9-tetrahydrocannabinol ) ในผู้ป่วยโรคหัวใจ และหลอดเลือด ขั้นรุนแรง หรือไม่สามารถคุมอาการได้ เช่น ยังมีอาการกำเริบบ่อยๆ ของการปวดเค้นหน้าอก หัวใจเต้นผิดปกติ ความดันตก เนื่องจากอาจเพิ่มความเสี่ยงหัวใจขาดเลือด รวมถึงห้ามใช้ในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงของโรคหลอดเลือดหัวใจ
  • ห้ามใช้กัญชา ที่มีปริมาณสารออกฤทธิ์ THC ( Delta-9-tetrahydrocannabinol ) เด่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกัญชาที่มีสาร THC ความเข้มข้นสูง ในผู้ป่วยที่มีประวัติความผิดปกติทางจิตเวช ( เช่น โรคจิต โรคจิตเภท ภาวะวิตกกังวล และความผิดปกติทางอารมณ์ ) หรือมีประวัติครอบครัวเป็นโรคจิตเภทชนิดต่างๆ
  • ห้ามใช้ในสตรีมีครรภ์ สตรีที่ให้นมบุตร รวมถึงสตรีวัยเจริญพันธุ์ ที่มิได้คุมกำเนิดหรือสตรีที่วางแผนจะตั้งครรภ์ เนื่องจากมีรายงานการศึกษา พบว่ามีทารกคลอดก่อนกำหนด ทารกน้ำหนักตัวน้อย รวมถึงพบสารจากกัญชาผ่านในน้ำนมแม่ได้