โดยทั่วไปแล้ว Thcoil หรือสารสกัดที่ได้จากพืชกัญชา จะแบ่งได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่ สาร THC ( Tetrahydrocannabinol ) และสาร CBD ( Cannabidiol ) ที่มีพันธพทางเคมีใกล้เคียงกัน แต่ในสาร CBD จะไม่มีสารกระตุ้นประสาท ( Psychoactive ) เหมือนกับสาร THC ที่มีฤทธิ์หลอนประสาท จากการศึกษาทางการแพทย์พบว่า สารสำคัญ 2 ชนิดนี้ สามารถนำมาใช้บำบัดหรือรักษาโรคได้ สาร CBD ( Cannabidiol ) มีคุณสมบัติลดอาการเจ็บปวด ลดการอักเสบของแผล ยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง ลดอาการชักเกร็ง และลดอาการคลื่นไส้ สาร THC ( Tetrahydrocannabinol ) มีคุณสมบัติต่อจิตประสาท ทำให้เกิดความผ่อนคลาย และเคลิบเคลิ้ม หากได้รับในปริมาณที่เหมาะสม จะช่วยลดอาการตึงเครียดได้
น้ำมันกัญชา คือสารสกัดเข้มข้นจากต้นกัญชา ที่นำมาทำให้เจือจางเพื่อใช้เป็นส่วนประกอบในรูปแบบยาทางการแพทย์ หรือผลิตภัณฑ์ต่างๆ โดยจะต้องได้รับอนุญาต จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อผลิตเป็นยารักษาโรค มีการนำไปผสมกับส่วนผสมต่างๆ ให้เหมาะสมแก่การรักษาในแต่ละประเภท เช่น นำไปหยดใต้ลิ้น นำไปทาบบนผิวหนัง ทั้งนี้ น้ำมันกัญชาทุกรูปแบบที่นำไปรักษาโรค และเกี่ยวข้องกับการรักษาสุขภาพ จะต้องผ่านกระบวนการที่ถูกต้อง อยู่ภายใต้การดูแล และได้รับคำแนะนำถึงวิธีการใช้อย่างปลอดภัยจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

สาร THC และสาร CBD ใน Thcoil มีความแตกต่างกันอย่างไร ?
สารทั้งสองชนิดหากอธิบายตามหลักวิทยาศาสตร์ก็คือ ทั้งสองประกอบด้วย คาร์บอน 21 อะตอม ไฮโดรเจน 30 อะตอม และอ็อกซิเจน 2 อะตอม แต่ที่ต่างกันก็เพราะ การเรียงตัวของอะตอม ไม่เหมือนกัน โดยสาร THC ( Tetrahydrocannabinol ) และสาร CBD ( Cannabidiol ) มีข้อแตกต่างที่สำคัญ คือสาร THC จะทำให้เกิดอาการมึนเมา หรือที่ฝรั่งเรียกว่า HIGH คือ สารตัวนี้มีฤทธิ์ต่อจิตประสาทนั่นเอง ส่วนสาร CBD เป็นสารที่ไม่ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท แถมยังออกฤทธิ์ตรงข้ามกับสาร THC คือ ไม่ทำให้เกิดอาการมึนเมาในตัวมันเอง และยังไปยับยั้งการเกิดอาการมึนเมาจากสาร THC ได้อีกด้วย
สรรพคุณของน้ำมันกัญชาในทางการแพทย์
ประโยชน์และสรรพคุณของน้ำมันกัญชา ที่ถูกนำมาใช้ในวงการแพทย์ เพื่อรักษาอาการและโรคบางชนิด เช่น ใช้บรรเทาอาการปวดเรื้อรัง บำรุงสุขภาพ รวมถึงคลายอาการวิตกกังวล แต่อย่างไรก็ตามหากได้รับในปริมาณที่มากเกินไป หรือผู้ใช้มีอาการแพ้ น้ำมันกัญชาก็อาจส่งผลเสีย ทำให้มีผลข้างเคียง เช่น อ่อนเพลีย ท้องเสีย เป็นต้น โดยน้ำมันกัญชาจะแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ที่ได้รับการยอมรับในฐานะสารสกัดน้ำมันกัญชาาทางการแพทย์ ประกอบไปด้วยกลุ่มสาร แคนนาบินอยด์ ( Cannabinoid ) ที่พบในพืชกัญชา ได้แก่
- น้ำมันกัญชาทางการแพทย์สูตร THC : ใช้รักษาผู้ป่วยที่มีภาวะคลื่นไส้อาเจียนจากเคมีบำบัด ใช้หยอดใต้ลิ้นตามสั่งแพทย์สั่ง
- น้ำมันกัญชาทางการแพทย์ สูตร CBD : ใช้รักษาผู้ป่วยโรคลมชักที่รักษายาก หรือดื้อต่อการรักษา ใช้หยอดใต้ลิ้นตามแพทย์สั่ง
- น้ำมันกัญชาทางการแพทย์ สูตร THC/CBD : ใช้รักษาผู้ป่วยที่มีภาวะกล้ามเนื้อหกเกร็ง และโรคปอดประสาทเสื่อมแข็ง ใช้หยอดใต้ลิ้นตามแพทย์สั่ง

ประโยชน์ของ น้ำมันกัญชา ( Thcoil )
การใช้งานสารสกัดของพืชกัญชา หรือ น้ำมันกัญชา มีหลากหลายวิธี แต่ส่วนใหญ่แล้ว จะใช้ในการรับประทาร โดยการหยดลงใต้ลิ้น ซึ่งจะออกฤทธิ์ภายใน 15 นาที ถึง 30 นาที และบางวิธีการใช้ สามารถใส่น้ำมัน กัญชา ลงไปในเครื่องดื่มที่ชื่นชอบได้ เช่น น้ำผลไม้ หรือ น้ำเปล่า แต่อย่างไรก็ดี การใช้วิธีนี้จะทำให้ออกฤทธิ์ช้ากว่าเดิม ราว 30-90 นาที เนื่องจากต้องผ่านระบบย่อยอาหารของกระเพาะนั่นเอง
- ทำให้คลายกังวล และ ลดความตึงเครียดได้ : น้ำมันกัญชาที่มีสาร CBD ( Cannabinoids ) ที่ถูกสกัดออกมา มีการนำมาทดสอบและพบว่า สามารถลดความตึงเครียด หรือความวิตกกังวล เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ได้ใช้ แต่อย่างไรก็ดี การทดสอบนี้ชี้ชัดว่า หากได้รับปริมาณที่มากเกินไป อาจทำให้เพิ่มความวิตกกังวลได้
- ใช้รักษาลมบ้าหมูได้ : การรักษาลมบ้าหมู หรือ อาการชักของผู้ป่วย นั้นมีงานวิจัยว่า สามารถรักษาได้โดยการใช้ Thcoil ซึ่งก่อนหน้านี้ ในปี 2018 ทาง FDA ( องค์กรอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา ) ได้มีการอนุมัติสาร CBDOIL และสาร THCOIL เพื่อทำการรักษาอาการชักของผู้ป่วยได้ นอกจากนี้ยังมีการยืนยันว่า การใช้น้ำมันกัญชา สามารถลดอาการชัก หรือ อาการของลมบ้าหมู จากอาการหนักให้เป็นเบาได้
- รักษาอาการป่วยทางจิตใจ เมื่อได้รับผลกระทบอย่างหนัก ( PTSD ) : PTSD หรือ Post-trammatic stress disorder เป็นอาการช็อค ของผู้ป่วยเมื่อได้รับผลกระทบทางจิตใจอย่างมาก ซึ่งมีการทดลองนำเอาผู้ป่วยมาเพื่อให้ น้ำมันกัญชา โดยมีการทดสอบกับผู้ป่วย ซึ่งปรากฏว่าน้ำมันกัญชา สามารถลดอาการ PTSD ได้ผลเป็นอย่างดี
- ช่วยให้ผู้ป่วยติดยา เลิกยาได้ และช่วยแก้ปวด : การใช้น้ำมันกัญชานั้นยังมีประโยชน์ในการช่วยให้รู้สึกสบาย และมีอาการเจ็บปวดที่น้อยลง ซึ่งเหมาะกับผู้ป่วยที่ต้องใช้ยา ที่มีสาร Opioid หรือสารยับยั้งความเจ็บปวดได้ดี โดยที่เมื่อผู้ป่วยใช้ยาที่มีส่วนผสมของ Opioid เป็นเวลานาน จะเกิดอาการติดยา และน้ำมันกัญชาสามารถช่วยได้เช่นกัน
- ช่วยพยุงอาการ ผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง : โรค ALS หรือ Amyotrophic Lateral Sclerosis เป็นโรคที่หายากชนิดหนึ่งที่ยังไม่มียารักษาได้ ซึ่งเมื่อปี 2021 มีอัตตราการเสียชีวิตแทบจะ 100 % นั่นก็คือโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงเฉียบพลัน โดยเกิดมาจาก เส้นประสาทผ่านกระดูกสันหลังเสื่อม ทำให้ไม่สามารถควบคุมกล้ามเนื้อได้ และล่าสุด โดย BMC Neurology มีการตีพิมพ์งานวิจัยเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ว่า การใช้น้ำมันกัญชาแบบ CBD ร่วมกันกับ THC ในปริมาณที่เหมาะสม อาจทำให้อาการของโรคดีขึ้น หรือช่วยพยุงอาการได้อย่างเห็นได้ชัด
- ลดอาการปวด ที่ไม่สามารถควบคุมได้ : การใช้กัญชารักษามะเร็ง จะช่วยลดอาการปวดจากโรคมะเร็งได้ ( Cancer Pain ) รวมถึงอาการเจ็บปวดในบริเวณอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวเนื่องกับโรคมะเร็งอีกด้วย โดยหลักการทำงานของน้ำมันกัญชาก็คือ มันจะไปเพิ่มสารในร่างกายที่เรียกว่า Anandamide ซึ่งเป็นสารธรรมชาติทำหน้าที่ในการควบคุมอาการเจ็บปวด รวมถึงช่วยปรับอารมณ์ของคนไข้ได้อีกด้วย
- สามารถช่วยเรื่องเบาหวาน : มีงานวิจัยที่กล่าวเอาไว้ว่าสาร CBD จะช่วยลดระดับน้ำตาลกลูโคสในร่างกาย ในระดับเซลล์ได้เป็นอย่างดี ซึ่งการลดระดับน้ำตาลนี้ จะส่งผลให้อาจสามารถช่วยรักษาโรคเบาหวาน และการก่อตัวของหินปูนในเส้นเลือดได้ด้วย
– ลดระรับน้ำตาลในเลือด
– ลดไขมันเสีย ( ไขมันสีขาว ) เปลี่ยนให้เป็นไขมันดี ( ไขมันสีน้ำตาล )
– ส่งเสริมร่างการให้ผลิตสาร อินซูลีน ( Insulin ) - มีส่วนช่วยป้องกันการอักเสบ โรคที่เกี่ยวกับเส้นประสาท : โดยการทดลองกับมนุษย์ พบกว่าสาร CBD เป็น สารต่อต้านอนุมูลอิสระ รวมถึง มีฤทธิ์ในการต่อต้านอาการอักเสบ ในเส้นประสาทตามจุดต่างๆของร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคพาคินสัน ( Pakinson’s Disease ) รวมถึงโรค อัลไซเมอร์ ซึ่งมีการทดสอบแล้วว่าได้รับผลดีหลังจากการให้น้ำมันกัญชา ในการรักษา
- ลดอาการปวดข้อ ทำให้พักผ่อนได้ดีขึ้น : มีการทำวิจัยการใช้น้ำมันกัญชา เพื่อลดอาการเจ็บปวดของข้อ รวมถึงลดอาการอักเสบ แต่ทั้งหมดนั้น เป็นการทดลองในสัตว์ และยังไม่เคยมีการทดสอบอย่างจริงจังในมนุษย์ อย่างไรก็ดี มีการทำการทดลองกับผู้ที่มีปัญหาข้อเสื่อม ทำให้หลับได้ดีขึ้น และลดอาการเจ็บปวดระหว่างการใช้งาน ในกลุ่มผู้ป่วยโรค รูมาตอยด์
ข้อควรระวังในการใช้น้ำมันกัญชา
- ควรใช้ด้วยความระมัดระวัง ในผู้ป่วยที่ได้รับการรักษา ร่วมกับยากล่อมประสาท หรือยาที่ออกฤทธิ์ทางจิตอื่นๆ เนื่องจากเสริมฤทธิ์กดประสาท ส่วนกลางหรือเพิ่มผลกระทบทางจิตประสาท
- ควรใช้ด้วยความระมัดระวัง ในผู้ป่วยที่มีประวัติของการใช้สารเสพติดรวมถึงผู้มีประวัติติดสุรา
- อาจทำให้ง่วงซึม จึงไม่ควรขับขี่ยานพาหนะ หรือทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักรกล หรือทำงานที่เสี่ยงอันตราย
- ไม่ควรใช้ในบุคคลที่มีอายุต่ำกว่า 25 ปี ยกเว้น ในกรณีที่แพทย์พิจารณาแล้วว่าผู้ป่วยได้รับประโยชน์มากกว่าความเสี่ยง
- ไม่ควรใช้กัญชาในผู้ป่วยที่มีภาวะการทำงานของตับหรือไตบกพร่องรุนแรง
- ไม่ควรใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน เพราะอาจเกิดการติดยาได้ นอกจากแพทย์สั่ง
- หากใช้เป็นประจำควรประเมินผลการรักษาเป็นระยะ และควรปรึกษาแพทย์ก่อนหยุกใช้ยา เพราะจำจะต้องปรับลดขนาดยาลงทีละน้อย เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอาการถอนยานั่นเอง
- ใช้ภายใต้การควบคุมและสั่งจ่ายโดยแพทย์ที่ได้รับการอบรมแล้วเท่านั้น